ทำไมคนญี่ปุ่นต้องต้มบุกก่อนนำมาปรุงอาหาร

บุกหรือคอนยัคคุ (こんにゃく) เป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน คนญี่ปุ่นนำบุกมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู แต่โดยส่วนใหญ่ก่อนนำมาปรุงอาหารคนญี่ปุนมักจะนำบุกมาต้มน้ำก่อน มารู้เหตุผลของการต้มบุกก่อนนำมาปรุงอาหาร พร้อมทั้งประโยชน์ของบุกและเมนูอร่อยจากบุกกันนะคะ

ทำไมต้องต้มบุกก่อนนำมาปรุงอาหาร

การนำบุกมาต้มก่อนนำมาปรุงอาหารนั้นเพื่อต้มเอาแคลเซียม ออกซาเลต (Calcium oxalate) ที่มีอยู่ในบุกและปูนขาวหรือแคลเซียม ไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide) ซึ่งใช้ตกตะกอนบุกให้ออกมากับน้ำที่ใช้ต้ม การต้มช่วยลดกลิ่นของบุกและทำให้ของเหลวออกมาจากเนื้อบุก เมื่อนำมาปรุงอาหารทำให้เนื้อบุกสามารถดูดซึมเอารสชาติจากส่วนผสมของเครื่องปรุงได้ดี

ประโยชน์ของบุก

บุกเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและกลูโคแมนแนนซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูก เป็นทางเลือกที่ดีต่อการลดน้ำหนักและควบคุมอาหารเนื่องจากสารกลูโคแมนแนนในบุกจะช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น นอกจากนี้บุกยังอุดมไปด้วยกลูโคซิลเซราไมด์ ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้นของผิวพรรณและทำให้ผิวพรรณสวยงามไม่เหี่ยวย่นง่าย

เมนูอร่อยจากบุก

บุกผัดมิโสะ

วัตถุดิบ

  • บุก 100 กรัม
  • น้ำ 100 มิลลิลิตร
  • พริกครึ่งเม็ด
  • น้ำมันงา 2 ช้อนชา

ส่วนผสมเครื่องปรุง

  • สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิโสะ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ใช้มีดหั่นบุกให้มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร นำบุกต้มในน้ำเดือดประมาณ 2 นาที แล้วเทน้ำทิ้งผ่านตะแกรง

2. ตั้งกระทะบนไฟกลาง เติมน้ำมันงาและพริกหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลงไป ผัดจนพอสุก จากนั้นนำบุกลงไปผัดจนเข้ากัน

3. เติมส่วนผสมเครื่องปรุงลงไป ผัดจนส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นจึงตักใส่จาน เสิร์ฟตามชอบ

สเต็กบุก

วัตถุดิบ

  • บุก 100 กรัม
  • น้ำ 100 มิลลิลิตร
  • เนย เล็กน้อย

ส่วนผสมเครื่องปรุง

  • โชยุ 2 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 2 ช้อนชา
  • น้ำตาล 2 ช้อนชา
  • กระเทียมหั่นละเอียด 10 กรัม

วิธีทำ

1. หั่นบุกตามขวางให้มีความกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร

2. นำบุกต้มในน้ำเดือดประมาณ 2 นาที แล้วจึงเทน้ำทิ้ง

 

3. นำบุกมาแช่ในส่วนผสมเครื่องปรุงเป็นเวลา 10 นาที

4. ตั้งกระทะบนไฟอ่อนถึงกลาง เติมเนยลงไปแล้วนำบุกที่แช่ส่วนผสมไว้มาทอดจนบุกเริ่มกรอบ พลิกกลับด้านและทอดต่อไปจนกรอบ

5. เติมส่วนผสมเครื่องปรุงที่เหลือทั้งหมดลงไป เคี่ยวไว้ซักครู่ จากนั้นจึงตักสเต็กบุกใส่จานและเสิร์ฟตามชอบ

ผู้เขียนเคยคิดว่าบุกไม่อร่อยและไม่ค่อยซื้อบุกมาทำอาหาร แต่เมื่ออ่านเจอถึงประโยชน์และวิธีการนำบุกมาต้มก่อนปรุงเป็นเมนูต่างๆ แทบไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าเมนูจากบุกอร่อยจนลูกๆ เอ่ยปากขอให้ทำซ้ำอีก มีเวลาลองทำดูนะคะ นอกจากจะอร่อยแล้วก็ดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ    สล็อตเว็บตรง

Shokuyoku no Aki (食欲の秋) เหตุผลที่ทำให้เจริญอาหารในฤดูใบไม้ร่วงของคนญี่ปุ่น

ช่วงหน้าร้อนของประเทศญี่ปุ่น แม้จะเป็นเวลา 1 ทุ่มแล้ว ท้องฟ้าก็ยังคงสว่างคล้ายกับช่วงกลางวัน แต่พอใกล้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเวลาดวงอาทิตย์ตกก็เร็วขึ้นตั้งแต่ 6 โมงเย็น ทำให้กลางวันมีเวลาสั้นกว่ากลางคืน ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณเลยว่า “ฤดูใบไม้ร่วง” ได้มาถึงแล้ว

ความพิเศษของฤดูใบไม้ร่วงที่ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกตื่นเต้นได้ในทุก ๆ ปีก็เพราะว่าฤดูนี้เป็นฤดูกาลที่เต็มไปด้วย “อาหารอร่อย ๆ” นั่นเองค่ะ จนเกิดเป็นคำว่า “Shokuyoku no Aki” (食欲の秋) ที่แปลว่า “ฤดูใบไม้ร่วงที่เจริญอาหาร”

ครั้งนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ “ฤดูใบไม้ร่วงที่เจริญอาหาร” ของญี่ปุ่นให้มากขึ้น! ไปรู้ถึงความหมายและที่มาว่า ทำไม? พอเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วชาวญี่ปุ่นถึงเจริญอาหารมากกว่าฤดูอื่น ๆ และไปดูวิธีที่ไม่ทำให้ “น้ำหนักขึ้น” ในฤดูกาลที่มีแต่อาหารอร่อย ๆ แบบนี้กันค่ะ

ที่มาและความหมายของ “Shokuyoku no Aki”

อย่างที่ได้เกริ่นไปข้างต้นว่า “Shokuyoku no Aki” (食欲の秋) แปลว่า “ฤดูใบไม้ร่วงที่เจริญอาหาร” ซึ่งมีทฤษฎีอธิบายเกี่ยวกับคำนี้ไว้ว่า ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูกาลเจริญเติบโตของพืชพรรณธัญญาหารต่าง ๆ เช่น เกาลัด, มันเทศ, สาลี่, องุ่น รวมทั้งข้าวสารที่ชาวญี่ปุ่นรับประทานเป็นอาหารหลักด้วย เมื่อมีวัตถุดิบประกอบอาหารให้เลือกทานมากมาย ความรู้สึกอยากอาหารก็ยิ่งเพิ่มตามไปด้วย ชาวญี่ปุ่นจึงเรียกฤดูกาลนี้ว่า “ฤดูใบไม้ร่วงที่เจริญอาหาร”

วัตถุดิบอาหารที่ประจำฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นยังมีอีกมากมาย ได้แก่ เห็ดชิตาเกะ, เห็ดมัทซึทาเกะ, มะเขือม่วง, ฟักทอง, รากบัว, ปลาแซลมอน, ปลาซัมมะ, ปลาไหล และปลาโอแถบ ฯลฯ แค่เห็นชื่อวัตถุดิบอาหารก็รู้สึกหิวขึ้นมาเลยว่าไหมคะ?

ทำไมถึงรู้สึก “เจริญอาหาร” เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง?

มีทฤษฎีที่อธิบายเกี่ยวกับ “ความอยากอาหารในฤดูใบไม้ร่วง” ไว้ว่า ในฤดูร้อนของญี่ปุ่น ร่างกายของมนุษย์ต้องเผชิญภาวะ “Natsubate” (夏バテ) หมายถึง อาการเหนื่อยล้า ไม่กระตือรือร้น ไม่รู้สึกอยากทานอาหาร และไม่อยากทำอะไรเลยเนื่องจากอากาศร้อน ทำให้พอเข้าฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเริ่มเย็นสบาย ชาวญี่ปุ่นจึงเกิดความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติและรับประทานเพื่อทำให้ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

อีกทั้ง ความอยากอาหารในฤดูใบไม้ร่วงยังเกี่ยวข้องกับ “เซโรโทนิน”(Serotonin) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม “ฮอร์โมนแห่งความสุข” สารต้านความเครียดที่หลั่งจากสมองและหลั่งจากทางเดินอาหาร ทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร คอยส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่ากำลังอิ่มอยู่ ซึ่งสารนี้จะผกผันตามระยะเวลาที่ร่างกายโดนแสงอาทิตย์ เมื่อร่างกายโดนแสงอาทิตย์น้อยสารเซโรโทนินก็จะหลั่งน้อยลง เมื่อโดนแสงแดดเยอะก็จะหลั่งสารเซโรโทนินเยอะ กล่าวคือ ในฤดูใบไม้ร่วงที่มีเวลาช่วงกลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน ร่างกายจะโดนแสงแดดได้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับฤดูร้อน ทำให้สารเซโรโทนินหลั่งลดลงจนเกิดความอยากอาหารเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกทฤษฎีที่อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ความอยากอาหารในฤดูใบไม้ร่วงเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์และสัตว์ ที่จะต้องทานอาหารบำรุงร่างกายเพื่อเตรียมตัวสู่ฤดูหนาวต่อไป

ทานอย่างไรไม่ให้ “น้ำหนักขึ้น” ในฤดูกาลที่มีแต่อาหารอร่อย ๆ

ในฤดูกาลที่มีแต่วัตถุดิบอาหารน่ารับประทานไปหมด ถ้าเพื่อน ๆ ตามใจปาก ทานเพราะรู้สึกอยากอาหารแต่อาจไม่ได้หิวจริง ๆ แบบนี้มีหวังน้ำหนักขึ้นแน่นอนค่ะ! เราเลยจะมาแนะนำวิธีที่การควบคุมความอยากอาหารที่น่าสนใจตามสไตล์คนญี่ปุ่น เพื่อน ๆ สามารถเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้ และรับรองว่าช่วยลดโอกาส “น้ำหนักขึ้น” ได้แน่นอน

เริ่มจากการทานผักและสาหร่ายทะเลก่อน

ผักและสาหร่ายทะเลเป็นวัตถุดิบอาหารที่มีแคลอรีต่ำ แต่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ การรับประทานผักและสาหร่ายทะเลเป็นอันดับแรกในมื้ออาหารแต่ละมื้อจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เราทานเมนูอื่น ๆ เยอะเกินไปด้วย

ทานอาหารพร้อมกับดื่มน้ำเปล่า น้ำชา หรือเครื่องดื่ม Non-Calorie

ถ้าจะทานขนมหวาน แนะนำให้เพื่อน ๆ ดื่มน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่ม Non-Calorie ตามเข้าไปด้วยเพื่อให้รู้สึกอื่มเร็วขึ้น วิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนที่อยากทานขนมแต่กลัวจะทานเยอะเกินไป

นั่งหลังตรงระหว่างรับประทานเสมอ

การนั่งหลังตรงและรักษาบุคลิกภาพให้ดูสวยสง่าจะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญ ซึ่งหมายความว่าเพื่อน ๆ สามารถเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ระหว่างการรับประทานอาหารด้วย! นอกจากนี้การที่เราคอยบังคับให้ร่างกายต้องนั่งหลังตรง รักษาบุคลิกภาพบนโต๊ะอาหารอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เรามีความสนใจในเมนูอาหารตรงหน้าได้น้อยลงด้วยนะ

เคี้ยวอาหารให้มากขึ้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราทานอาหารมากเกินไปโดยไม่รู้ตัวเป็นเพราะ “การทานอาหารที่เร็วเกินไป” เพราะฉะนั้น เพื่อน ๆ ต้องใช้เวลาในการรับประทานให้นานขึ้น เพื่อให้ร่างกายจดจำรสชาติอาหารและรู้สึกอิ่ม วิธีการป้องกันการทานอาหารเร็วเกินไปก็คือ “ทานอาหาร 1 คำ ให้เคี้ยว 30 ครั้ง” ซึ่งการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดจะช่วยลดความอยากอาหารได้ในระดับหนึ่งด้วย

 

นอกจากนี้ ยังควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แถมยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อย่างไรก็ตาม ในฤดูใบไม้ร่วงของประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะมีคำว่า “Shokuyoku no Aki” หรือ “ฤดูใบไม้ร่วงที่เจริญอาหาร” แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่คนญี่ปุ่นจะนึกถึงเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนอีกด้วย เช่น ฤดูใบไม้ร่วงแห่งการอ่าน (読書の秋), ฤดูใบไม้ร่วงของกีฬา (スポーツの秋) และ ฤดูใบไม้ร่วงแห่งศิลปะ (芸術の秋) ฯลฯ ไว้เราจะมาแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้จักกันในโอกาสหน้านะคะ        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ชวนชิมปลาฮกเกะ ปลาฮอกไกโดเนื้อแน่นที่จับคู่กับสาเกแล้วอร่อยหยุดไม่อยู่!

ปลาฮกเกะเป็นปลาที่ร้านอิซากายะ (ร้านอาหารที่เสิร์ฟสุราสไตล์ญี่ปุ่น) ทุกร้านต้องมี ด้วยความที่เนื้อปลาฮกเกะมีไขมันอยู่มากทำให้เนื้อปลามีรสสัมผัสนุ่มฉ่ำเหมือนเนื้อโคก็ไม่ปาน โดยปลาฮกเกะเป็นปลาที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบ ทั้งยังจับคู่กับสาเกญี่ปุ่นได้ดี ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนหนึ่งที่กำลังสนใจเรื่องการจับคู่อาหารกับสาเกญี่ปุ่น ขอแนะนำให้ลองจับคู่ปลาฮกเกะกับสาเกดูสักครั้ง รสชาติของปลาและสาเกที่รวมกันในปากเป็นรสชาติที่อร่อยจนหยุดไม่อยู่ทีเดียว ซึ่งนี่เองคือการอร่อยกับอาหารและสาเกแบบญี่ปุ่นที่แท้จริง

ฮกเกะ ปลาฮอกไกโดเนื้อแน่นที่จับคู่กับสาเกแล้วอร่อยหยุดไม่อยู่!

hokke01b

ถึงปลาฮกเกะจะอุดมด้วยไขมันที่ทำให้มีเนื้อนุ่ม แต่ในความเป็นจริงแล้วปลาฮกเกะมีปริมาณแคลอรี่และไขมันต่ำกว่าปลาชนิดอื่น ทำให้ปลาฮกเกะเป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะเราจะอร่อยกับปลาฮกเกะมากเท่าที่ต้องการได้โดยไม่ต้องกังวลเลย

ฮกเกะเป็นปลาที่พบได้ในน่านน้ำเขตหนาว ทำให้ฮอกไกโดเป็นแหล่งจับปลาฮกเกะแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งจนอาจมองได้ว่าฮกเกะเป็นปลาของฮอกไกโด ในทางกลับกัน เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน ทำให้ไม่มีปลาฮกเกะอาศัยอยู่ในน่านน้ำของประเทศไทย

มาชิมฮกเกะกันได้ง่ายๆ ที่ Hokkaido Restaurant Genshiyaki

hokke02

อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆ ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นสามารถอร่อยกับปลาฮกเกะในกรุงเทพฯ ได้ ที่ร้าน Hokkaido Restaurant Genshiyaki ในย่านสีลม โดยปลาฮกเกะที่เสิร์ฟในร้านเป็นปลาฮกเกะตัวใหญ่มีไขมันที่เชฟได้คัดเลือกอย่างพิถีพิถันและนำเข้าในประเทศไทย ซึ่งปลาฮกเกะเหล่านี้จะถูกนำมาปรุงด้วยเทคนิคปรุงอาหารโบราณที่เรียกว่า “เก็นชิยากิ” ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบมาค่อยๆ ย่างอย่างช้าๆ ด้วยไฟถ่านก่อนจะนำมาเสิร์ฟถึงโต๊ะ

คันจิชื่อปลาฮกเกะนั้นประกอบด้วยคันจิคำว่า “ปลา (魚)” และ “ดอกไม้ (花)” เป็นชื่อที่ดูสวยงามมากๆ ชื่อหนึ่งทีเดียว โดยชื่อนี้สอดคล้องกับธรรมชาติของปลาฮกเกะที่จะมีไขมันในเนื้อมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ตรงกับช่วงซากุระบานในฮอกไกโดพอดี และในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงจับปลาฮกเกะ ซึ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนแบบนี้เป็นช่วงที่จะได้ปลาฮกเกะที่สมบูรณ์และอร่อยที่สุด ถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสมาที่ฮอกไกโด ลองมาหาชิมปลาฮกเกะกันได้นะคะ        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

นอกจากฮกเกะแล้ว ฮอกไกโดยังมีปลาที่อร่อยที่สุดอีกชนิดนะ!

ข้อมูลร้าน Hokkaido Restaurant Genshiyaki Silom

hokke03 genshiyaki

สาขา Hokkaido Restaurant Genshiyaki Silom

ที่อยู่: 58, 10-13 Silom 7 Alley, Suriya Wong, Bang Rak, Bangkok 10500
Facebook
แผนที่:

 

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโด
Hokkaido Government Representative Office – ภาษาไทย

ชี้เป้าครัวซองต์จาก 5 ร้านเบเกอรี่เจ้าเด็ดในโอกินาวะ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในตอนนี้กระแสความนิยมของครัวซองต์ในบ้านเรากำลังมาแรงโดยเฉพาะในโลกโซเชียล มีร้านดังๆ หลายร้านที่ถึงขนาดต้องสั่งจองครัวซองต์กันข้ามเดือนเลยทีเดียว

ที่ญี่ปุ่นเอง ในระยะหลังมานี้คนก็เริ่มนิยมบริโภคขนมปังกันมากขึ้น เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมามีการสำรวจโดยบริษัท JMA Consultants โดยสอบถามคนญี่ปุ่นในช่วงอายุ 15 – 79 ปี กว่า 1,300 คนทั่วประเทศ พบว่ากว่าร้อยละ 90 ชอบรับประทานขนมปัง นอกจากนี้ขนมปังประเภทที่คนโหวตให้ว่าชอบมากที่สุดคือ “ครัวซองต์” นั่นเอง

ร้านครัวซองต์ในโอกินาวะ

จังหวัดโอกินาวะ เป็นหมู่เกาะที่แยกตัวมาค่อนข้างห่างจากเกาะหลักของญี่ปุ่น เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนี้มีวัฒนธรรมหรือแม้แต่ภาษาที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อีกทั้งมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวอเมริกันอาศัยอยู่ค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกเลยถ้าเราจะเห็นว่ามีร้านขนมปังหรือเบเกอรี่อยู่หลายแห่ง

นอกจากนี้ ผู้เขียนเองก็ได้ยินมาว่ามีเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดโอกินาวะซึ่งเป็นที่กล่าวถึงในหมู่นักดำน้ำ ชื่อ “มินนะจิมะ” (水納島) ได้รับการตั้งชื่อเล่นว่าเป็น “เกาะครัวซองต์” เพราะรูปร่างของเกาะที่ดูจากมุมสูงแล้วเหมือนกันครัวซองต์นั่นเอง

 

ไหนๆ เราก็เห็นว่าครัวซองต์มีความเชื่อมโยงกับโอกินาวะแล้ว ผู้เขียนจึงคัดเลือกร้านเบเกอรี่เจ้าดังในโอกินาวะที่ขายครัวซองต์แสนอร่อยมาแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักทั้งหมด 5 ร้านด้วยกัน

ร้านที่ 1: Zazou

 

ร้านเบเกอรี่เล็กๆ อายุกว่า 30 ปี ที่มีการตกแต่งด้วยโทนสีอิฐและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นไม้ แลดูอบอุ่น แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ขายเบเกอรี่มากมายหลายชนิด

นอกจากครัวซองต์แล้ว สินค้าขายดีของร้านยังมีพวกขนมปังเปลือกแข็งอย่างบาแก็ต (Baguette) และเดนิช (Danish) หน้าผลไม้ต่างๆ แถมในช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาส ทางร้านก็มีออกสินค้าพิเศษให้เข้ากับเทศกาล ทำให้ลูกค้ารอคอยและลุ้นว่าร้านจะนำเสนอขนมปังอะไรออกมาให้ลองชิมกันอีกด้วย

 

 

พิกัดร้าน Zazou
2 Chome-15-1 Central, Okinawa, 904-0004, Japan

ร้านที่ 2: Croissant Shop Kouign (クロワッサンの店クイニー)

 

เป็นร้านเบเกอรี่ที่เชี่ยวชาญการทำครัวซองต์โดยเฉพาะ ทำให้ที่ร้านมีครัวซองต์สารพัดแบบมาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ เช่น เมเปิ้ลครัวซองต์ คาราเมลครัวซองต์ ครัวซองต์ไส้นมข้น หรือแม้แต่ครัวซองต์ไส้นามะช็อกโกแลต (ช็อคโกแลตสด)

 

แต่ที่ร้านก็ไม่ขายแต่ครัวซองต์เพียงอย่างเดียว ในแต่ละวันจะมีขนมปังชนิดอื่นเวียนกันมาให้ลูกค้าให้ลิ้มลองเช่นกัน อย่างขนมปังคาราเมลพุดดิ้ง หรือเฟรนช์โทสต์ (French toast) ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว

 

พิกัดร้าน Croissant Shop Kouign
1 Chome-187-8 Shurisueyoshicho, Naha, Okinawa 903-0801, Japan

ร้านที่ 3: BOULANGERIE BZ

 

สินค้าขายดีของร้านนี้ก็หนีไม่พ้น “ครัวซองต์จิ๋ว” ที่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มชุ่มเนย แถมด้านบนจะเคลือบด้วยไซรัปทำให้มีรสหวานอ่อนๆ เรียกได้ว่าลูกค้าที่มาซื้อครัวซองต์จิ๋วร้านนี้นิยมซื้อกลับบ้านกันไปอย่างต่ำเป็นสิบชิ้นเลยทีเดียว

 

นอกจากครัวซองต์แล้ว ที่ร้านยังมีเบเกอรี่ให้เลือกอีกสารพัดชนิด เช่น ขนมปังไส้ครีม ขนมปังไส้กรอก สโคนและพายชนิดต่างๆ ละลานตาจนเลือกซื้อกันไม่ถูกเลยทีเดียว

 

พิกัดร้าน BOULANGERIE BZ
368-22 Sakuraso building, Yogi, Naha, Okinawa 902-0076, Japan

ร้านที่ 4: Maybe Bakery

 

ร้านเบเกอรี่สุดเก๋ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายหาดอาราฮะ (アラハビーチ) ธีมของร้านตกแต่งให้ดูเหมือนร้านขนมปังน่ารักๆ แถบชานเมืองในยุโรป

ครัวซองของร้านนี้ขึ้นชื่อว่าอบได้สีเหลืองทองกำลังดี กรอบนอกนุ่มใน จนทำให้กลายเป็นสินค้าขายดีของร้าน นอกจากนี้พวกขนมปังเดนิชและพายไส้ต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

 

 

 

เนื่องจากร้านมีขนาดไม่ใหญ่มากจึงไม่มีที่นั่งให้ลูกค้าและเน้นเป็นแบบซื้อกลับบ้าน หรือใครจะซื้อขนมปังที่ร้านแล้วเดินไปนั่งกินริมหาดอาราฮะก็น่าจะบรรยากาศดีไม่น้อยทีเดียว

พิกัดร้าน Maybe Bakery
2 Chome-18-6 Chatan, Nakagami District, Okinawa 904-0116, Japan

ร้านที่ 5: Banana Paradise

 

ร้านนี้อาจจะแตกต่างจาก 4 ร้านที่นำเสนอมาแล้วสักหน่อย เนื่องจากไม่ใช่ร้านที่ขายแค่เบเกอรี่เพียงอย่างเดียว แต่มีจุดเด่นคือขนมและเครื่องดื่มที่ทำจากกล้วย (ตามชื่อร้าน) เช่น ขนมปังกล้วย คุกกี้ช็อกโกแลตกล้วย นมกล้วย ไอศกรีมกล้วย เป็นต้น

 

เมื่อไม่นานมานี้ ทางร้านได้ออกสินค้าใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับกล้วย นั่นคือ “ครัวซองต์สารพัดไส้” รวมถึงครัวซองต์ไส้ “มันม่วง” ซึ่งถือเป็นของดังของจังหวัดโอกินาวะอีกด้วย

 

ปัจจุบันร้าน Banana Paradise มีสาขาในจังหวัดโอกินาวะ 2 ร้าน คือที่สนามบินนาฮะ (สนามบินประจำจังหวัด) และสาขาในห้างดองกิโฮเต้ ในเมืองนาฮะ

พิกัดร้าน Banana Paradise

สาขาดองกิโฮเต้ ชั้น 1

สาขาสนามบินนาฮะ Domestic Terminal ชั้น 2

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 5 ร้านเบเกอรี่ที่ผู้เขียนได้แนะนำไป หวังว่าคงจะถูกใจคนที่ชอบรับประทานขนมปัง (โดยเฉพาะครัวซองต์) ไม่มากก็น้อย

หากใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวโอกินาวะก็ลองไปตามรอยลองชิมขนมปังจากร้านเหล่านี้กันดู จะได้ไปพิสูจน์ว่าอร่อยจริงสมคำร่ำลือหรือเปล่านะคะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

จาก “โนริมากิ” กลายเป็น “คิมบับ” ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

สวัสดีครับ พอดีเมื่อวันก่อนผู้เขียนไปนั่งกิน “คิมบับ” มา ผู้เขียนชอบกินคิมบับครับเพราะถึงในความรับรู้ของคนญี่ปุ่นมันจะเป็น “โนริมากิเกาหลี” ก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอีกรสชาติหนึ่ง อีกรสนิยมหนึ่งไปแล้ว วันนี้เลยจะขอพูดถึงความเป็นมาของคิมบับในส่วนที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารการกินของคนญี่ปุ่นนะครับ

Fun Facts เกี่ยวกับ “คิมบับ”

1. คิมบับ 김밥 นั้น แปลตรงตัวแปลว่า “ข้าวสาหร่าย” (คิม แปลว่าสาหร่ายโนริ บับแปลว่าข้าว) ซึ่งชื่อเกาหลีๆ แบบนี้ ว่ากันว่าปรากฏในหนังสือพิมพ์ครั้งแรกเมือปี พ.ศ. 2478 ก่อนหน้านั้นคนเกาหลียังใช้คำญี่ปุ่นว่า “โนริมากิ” อยู่เลย อย่างไรก็ดี ลุมาถึงมี พ.ศ. 2491 ทางรัฐบาลเกาหลีให้บัญญัติว่า ให้เรียกอาหารนี้ว่า “คิมบับ” (ชาตินิยมประสาเกาหลีๆ ที่ไม่อยากยอมรับว่ารับอะไรมาจากญี่ปุ่น) แต่คนเกาหลีรุ่นเก่าๆ บางทีก็ยังติดปากเรียกว่า “โนริมากิ” อยู่จนถึงทศวรรษที่ 1990 จนกระทรวงวัฒนธรรมและกีฬาต้องออกมาบอกว่า ให้เรียกว่า “คิมบับ” แทน กันอีกทีในปี พ.ศ. 2538 โดยถึงกับตีพิมพ์ “รายการคำภาษาญี่ปุ่นที่คนเกาหลีใช้ในชีวิตประจำวัน” เพื่อจะชี้ว่า จงเลิกใช้ภาษาญี่ปุ่นซะแล้วใช้คำเกาหลีแทนเถิด

2. อย่างไรก็ดีในวัฒนธรรมสมัยใหม่เราอาจถือว่า “คิมบับ” เป็นอาหารเกาหลีอย่างหนึ่งได้แล้วเหมือนกันด้วยรสนิยมการกินที่ไม่เหมือนกับญี่ปุ่น หนึ่ง คิมบับเกาหลีใส่เกลือกับน้ำมันงา แต่ไม่มีรสน้ำส้มสายชู และก็ไม่มีการใส่ “ของดิบ” เป็นไส้เหมือนอย่างที่คนญี่ปุ่นนิยม สอง มีวิธีกินที่พลิกแพลงต่างจากของญี่ปุ่น เช่น เอาไปชุบไข่ทอด หรือราดน้ำต๊อกโปกีกิน

3. เชื่อไหมครับว่า เคยมีความพยายามจะเอาคิมบับไปโยงกับ ซัม (쌈) ซึ่งเป็น “เมี่ยงคำเกาหลี” เอาเนื้อมาห่อผักกิน (อย่างเวลาเราไปกินหมูเกาหลีน่ะครับ) เพื่อจะโยงว่าคิมบับคืออาหารเกาหลีนะ (ห่อเหมือนกันแค่เปลี่ยนเป็นห่อสาหร่าย) หาได้ลอกเลียน “โนริมากิ” ของญี่ปุ่นไม่ (โธ่เอ๊ย)

4. ในยุคที่เกาหลีแต่ก่อนข้าวยากหมากแพง ข้าวขาวกับสาหร่ายนั้นเป็นของกินคนรวย แต่มาถึงยุคนี้ คิมบับกลายเป็นอาหารจานด่วนเหมือนแซนด์วิช พกไปกินตอนทัศนศึกษาได้ หาซื้อกินได้ตามแผงลอย ร้านสะดวกซื้อ ซื้อไปกินตอนนั่งรถไฟก็ยังได้ ฮิตมากถึงกับมีร้านที่ขายคิมบับโดยเฉพาะ

5. ในขณะที่ “คิมบับ” นั้นกลายเป็นของกินยอดนิยมของเกาหลี แต่คนเกาหลี (รวมถึงคนจีนด้วย) ที่ผ่านมานั้นไม่นิยม “ข้าวปั้น” (โอะนิกิริ) เพราะรังเกียจว่าเป็นข้าวที่เย็นแล้ว คนจีนคนเกาหลีมีค่านิยมว่าข้าวสวยต้องกินร้อนๆ มีแต่ขอทานหรือคนชั้นต่ำเท่านั้นที่ต้องกินข้าวเย็นๆ (ในขณะที่ในบริบทวัฒนธรรมญี่ปุ่นแต่โบราณนั้น “ข้าวปั้น” คือการถนอมอาหาร เพราะการเอาไปปั้นเป็นก้อน ทำให้ข้างในบูดเน่าหรือเป็นราได้ช้า การโรยเกลือ เอามิโสะห่อ หรือไปปิ้งไฟนั้น เป็นการหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราโดยทำให้ผิวนอกนั้นอยู่ในสภาพที่จะขึ้นราได้ยาก นับว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง) แต่พอมาถึงยุคนี้เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป จึงเริ่มมี “ข้าวปั้นสามเหลี่ยม” ขายตามร้านสะดวกซื้อในเกาหลี เรียกว่า “คิมบับสามเหลี่ยม” ไปเสียอย่างนั้น

 

6. เดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นก็รู้จักกินคิมบับเหมือนกันในฐานะ “โนริมากิสไตล์เกาหลี” (韓国風海苔巻き) ขนาดว่ามีสูตรวิธีทำคิมบับตามในเว็บของญี่ปุ่นด้วย

Hapcheongun County 45
ซัม (쌈) “เมี่ยงคำเกาหลี”

พูดแล้วก็อยากไปกินอีกจังเลยครับ (ฮา) ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจดีนะครับว่า ญี่ปุ่นครั้งหนึ่งได้เคยส่งออกวัฒนธรรมการกิน “โนริมากิ” ให้คนเกาหลีในยุคอาณานิคม แล้วคนเกาหลีก็เอาไปดัดแปลง แล้วญี่ปุ่นก็นำเข้าวัฒนธรรมการกินที่ถูกดัดแปลงมาแล้วอีกต่อ ช่างเหมือนกรณีของ “หมูกระทะ” ของไทยที่มีรากเหง้าจาก “ซัมกย็อบซัล” ของเกาหลีจริงๆ (แต่ก่อนเรียก “หมูเกาหลี” แล้วค่อยกลายเป็น “หมูกระทะ”) แล้วก็ดันมีคนหัวใสเอา “หมูกระทะ” ของไทยไปเปิดเป็นร้านให้คนเกาหลีกินเสียอย่างนั้น        สล็อตเว็บตรง

Kan Machi Café คาเฟ่เมืองกาญจน์ที่เหมือนวาร์ปไปญี่ปุ่น

ขอเสียงคนอยากเที่ยวญี่ปุ่นแต่ไปไม่ได้เพราะโควิดหน่อยค่ะ! โหยหาซากุระ แสงสวยๆ วิวดีๆ ขนมหน้าตาน่ารักน่ากิน อยากแพ็คกระเป๋าเที่ยวใจจะขาดแค่ไหนก็ไปไม่ได้สักทีเพราะสถานการณ์โควิดที่ไม่มีท่าทีจะสงบลง ในบทความนี้จึงอยากขอนำเสนอคาเฟ่ในประเทศไทยที่ได้บรรยากาศญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ไปที่นี่เหมือนได้วาร์ปไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ เหมาะสำหรับสายกิน สายเสพบรรยากาศและสายถ่ายรูปสุดๆ

คาเฟ่นี้มีชื่อว่า Kan Machi Café (カーン街カフェ แปลได้ตรงตัวเลยว่าคาเฟ่เมืองกาญจน์) ตั้งอยู่ในตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี หากใครโหยหาความเป็นญี่ปุ่น อยากลองหาอะไรอร่อยๆ ทานแล้วมีแพลนไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีหรืออยู่ในละแวกใกล้เคียงก็สามารถแวะเวียนไปได้ เข้ามาใกล้ปุ๊บรู้เลยว่าถึงแล้ว เพราะมีเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าร้านเลย ที่จอดรถก็กว้างมากๆ สำหรับใครที่เอารถส่วนตัวมาหมดห่วงว่าจะไม่มีที่จอดได้เลย

อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม

หากจะเข้าไปต้องสั่งอาหารอย่างน้อยคนละ 1 อย่าง ตั้งแต่ 60 บาทขึ้นไป หรือถ้าใครอยากเข้าไปถ่ายรูปอย่างเดียวจะมีค่าเข้า 60 บาทค่ะ แต่หากเห็นหน้าตาและรายชื่อเมนูอาหารต่างๆ คงอดใจไม่ไหวต้องสั่งแน่ๆ ภายในร้านขายอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมากมาย เช่น ข้าวปลาซาบะย่าง ยำแซลมอน ซาชิมิ หรือถ้าใครอยากทานอะไรเบาๆ อย่างเช่นขนมหวานหรือชากาแฟ ที่นี่ก็มีให้ค่ะ มีทั้งไดฟุกุ วาราบิโมจิ หรือจะเป็นเค้กก็มี หน้าตาน่ารักน่ารับประทานมากๆ ครบเครื่องทั้งคาวทั้งหวาน

ตัวผู้เขียนเคยไปมาครั้งหนึ่งและได้ลองสั่งขนมที่มีส่วนผสมของชาเขียวมาลองทานอยู่ค่ะ อร่อยมาก รสชาตินุ่มละมุนลิ้น หวานแต่ก็มีรสขมนิดๆ เหมาะกับคนที่ชื่นชอบชาเขียวสุดๆ เสียดายที่เป็นสายกินอย่างเดียวไม่ใช่สายถ่ายรูป ก็เลยถ่ายรูปไว้นิดเดียว (ภาพด้านบนนั่นแหละ) จึงขอยกตัวอย่างรูปภาพอาหารอื่นๆ จากเพจของคาเฟ่ค่ะ

โซนที่นั่ง

ที่นี่สามารถนั่งทานได้หลายโซน มีทั้งโซนใกล้ๆ ทางเข้าร้าน ไม่มีเก้าอี้แต่จะเป็นเบาะรองนั่งกับโต๊ะเล็กๆ ได้ฟีลญี่ปุ่นมาก หรือจะเป็นโซนที่ติดกับสวนก็ได้บรรยากาศ ทานขนมไปชมวิวสวยๆ สวนเขียวๆ ไป เพลินสุดๆ ในบ่อมีปลาคาร์ฟด้วยนะ หลังกินน้ำกินขนมจนอิ่มท้องแล้วเดินย่อยชมปลาก็ได้อารมณ์ดี

มุมถ่ายรูปชมวิวเสพบรรยากาศ

อาหารทั้งคาวทั้งหวานว่าเด็ดแล้ว ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นคือบรรยากาศภายในคาเฟ่ที่ตกแต่งได้ฟีลเหมือนอยู่ญี่ปุ่นมากๆ ถือว่าเป็นจุดขายของที่นี่เลยก็ว่าได้ แบ่งเป็นโซนสวนธรรมชาติ ลักษณะคล้ายสวนเซนของญี่ปุ่น ที่มีการจัดวางหิน สะพานแดง และต้นไม้เข้ามุมดีมาก สามารถถ่ายรูปได้เลย ส่วนอีกมุมหนึ่งของคาเฟ่ก็ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นเช่นกัน พร็อบและไอเทมจัดเต็มเหมือนยกญี่ปุ่นจำลองมาไว้ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นป้ายหนุ่มกูลิโกะโอซาก้า ทางม้าลายกับไฟจราจรที่ดูแล้วสวยเข้ากัน ป้ายหยุด 止まれ ตู้กดน้ำที่อาจจะเห็นได้ไม่บ่อยในประเทศไทย ร้านไอติม ร้านขายทาโกยากิ ฯลฯ เหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปมาก เชื่อว่าหากใครมาเห็นรูปคงเดาไม่ออกแน่ๆ ว่าที่นี่คือคาเฟ่เมืองไทย คงเผลอทักว่าอ้าวไปญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่

 

สำหรับใครเห็นแล้วสนใจอยากไปตำบ้าง หรืออยากดูรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถไปตามพิกัดที่อยู่ด้านล่างได้เลยค่ะ

ที่ตั้ง: ถนนแม่น้ำแคว ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ถ้ามาจากตัวเมืองกาญจน์ เลยวัดท่ามะขาม เลยผึ้งหวานรีสอร์ท ไปอีกประมาณ 500 เมตรจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวันยกเว้นวันพุธ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.
Facebook: Kan Machi Cafe
IG: Kan_Machi_Cafe

เรียกได้ว่าต่อให้ไปญี่ปุ่นไม่ได้ ก็สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศได้ง่ายๆ ที่เมืองไทยและช่วยให้คลายความคิดถึงได้บ้าง นอกจากบรรยากาศและวิวจะดีถ่ายรูปออกมาสวยปัง อาหารแต่ละอย่างก็อร่อยมากด้วย หากใครผ่านก็อย่าพลาดแวะไปนะ  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

เจาะลึกเรื่อง “ชีซ่า” เทพเจ้าผู้ปกปักษ์คุ้มครองโอกินาว่า

โอกินาว่าเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะและเต็มไปด้วยของดีและที่เที่ยวดังมากมาย และสิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ “ชีซ่า” รูปปั้นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายสิงโตที่พบเห็นได้ทั่วไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในโอกินาว่า ว่าแต่เพื่อน ๆ รู้หรือเปล่าว่าชีซ่ามีความเป็นมายังไงบ้าง?

เพื่อไขข้อสงสัย ANNGLE จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับความเป็นมาของเทพเจ้าชีซ่าผู้ปกปักษ์คุ้มครองโอกินาว่า แบบรู้ลึกรู้จริงขนาดที่แม้แต่คนโอกินาว่าเองอาจจะไม่รู้เลยล่ะ!

ที่มาของคำว่า “ชีซ่า”

ชีซ่า คือชื่อเรียกสัตว์นำโชคในตำนานของโอกินาว่า ซึ่งชาวโอกินาว่าได้ให้คำอธิบายที่มาของคำว่า “ชีซ่า” เอาไว้ 2 ข้อ คือ

1. คำว่า สิงโต ในภาษาญี่ปุ่น อ่านว่า ชิชิ (獅子) ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาจีนที่ใช้กันเฉพาะในฝั่งตะวันตกของจีนเท่านั้น แต่ที่โอกินาว่าจะเรียกสิงโตว่า “ชีซ่า” หรือ “ชีชี” ในภาษาถิ่น ก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่อ “ชีซ่า”

2. ภาษาถิ่นของโอกินาว่าจะเรียก เนื้อ ว่า ชิชิ (シシ) ในสมัยที่ยังมีการล่าสัตว์อยู่นั้น สัตว์ที่ล่ามาได้ส่วนใหญ่จะเป็นหมูป่าและกวาง ซึ่งคนโอกินาว่าจะเรียกหมูป่าว่า “อิโนชิชิ” และเรียกกวางว่า “คาโนชิชิ” ไป ๆ มา ๆ ชื่อเรียกเนื้อก็กลายมาเป็นที่มาของ “ชีซ่า” ในที่สุด

ต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “ชีซ่า” เทพเจ้าแห่งโอกินาว่า

หนังสือประวัติศาสตร์คิวโย (球陽) ในสมัยอาณาจักรริวกิวได้บันทึกเอาไว้ว่า ราวปีค.ศ. 1689 ที่หมู่บ้านโทมิโมริ (富森村) เมืองโคจินดะ (東風平) มักจะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบ่อย ๆ จึงได้ให้ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยไซอนซุย (蔡王瑞) มาช่วยดูฮวงจุ้ย โดยให้วางรูปปั้นชีซ่าหินหันหน้าไปทางภูเขาไฟยาเอเสะ (八重瀬) ที่อยู่เหนือหมู่บ้านโทมิโมริขึ้นไปเป็นการแก้เคล็ดเพื่อป้องกันไฟไหม้ ซึ่งชีซ่าหินตัวนี้เองคือจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของเทพชีซ่าแห่งโอกินาว่า

ว่ากันว่าชีซ่าหินของหมู่บ้านโทมิโมรินี้เป็นชีซ่าที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน และได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของโอกินาว่า โดยมีความสูง 1.4 เมตร และความยาว 1.75 เมตร

ชีซ่าเพศชายและเพศหญิงกับความหมายที่แตกต่าง

รู้หรือไม่? รูปปั้นชีซ่าที่พบเห็นได้ทั่วไปในจังหวัดโอกินาว่านั้นมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย เพราะชีซ่าก็เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกใบนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีเพศเหมือนกับสัตว์ทั่วไป แต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าชีซ่าตัวไหนเป็นตัวผู้ ตัวไหนเป็นตัวเมีย?

ง่ายนิดเดียว ถ้าอยากรู้เพศของชีซ่า ให้สังเกตที่ “ปาก” ถ้าเป็นตัวผู้จะ “อ้าปาก” และถ้าเป็นตัวเมียจะ “ปิดปาก” นั่นเอง ชีซ่าตัวผู้จะคอยจับปีศาจและสิ่งชั่วร้ายที่เข้ามา ส่วนชีซ่าตัวเมียจะช่วยปกป้องเราจากภัยพิบัติและเก็บรักษาความสุขที่เรามีอยู่ไว้ไม่ให้หลุดลอยหายไป

ตำแหน่งและวิธีการวางชีซ่าที่เหมาะสม

 

ชีซ่าเปรียบได้กับเทพที่คอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากบ้านของเรา สำหรับใครที่ไปโอกินาว่าแล้วเลือกซื้อรูปปั้นชีซ่าตัวเล็ก ๆ กลับมาวางประดับบ้าน จึงควรรู้เรื่องของตำแหน่งและวิธีการวางชีซ่าที่เหมาะสมเอาไว้ด้วย

ปกติแล้วเราสามารถวางชีซ่าไว้กี่ตัวก็ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องวางตัวผู้และตัวเมียคู่กัน แต่โดยทั่วไปมักจะวางไว้เป็นคู่ ๆ โดยวางตัวเมียไว้ทางซ้ายและวางตัวผู้ไว้ทางขวา (ยกเว้นกรณีที่วางไว้บนหลังคาส่วนใหญ่จะวางชีซ่าตัวผู้ไว้ตัวเดียว) ข้อควรระวังในการวางชีซ่าคือ ระวังอย่าหันหน้าชีซ่าตัวผู้และตัวเมียเข้าหากัน เพราะจะเป็นการลดพลังของชีซ่าลง

ชาวโอกินาว่ามีความเชื่อว่าปีศาจและสิ่งชั่วร้ายมักจะเคลื่อนที่ไปตามทางคนเดิน ดังนั้นจึงควรวางชีซ่าไว้ในที่ ๆ เราเดินผ่านประจำเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป เช่น หน้าทางเข้าบ้าน หรือบริเวณที่มีลมพัดผ่าน เช่น ระเบียง เป็นต้น

รู้ลึกรู้จริงเรื่องชีซ่ากันเลยทีเดียว ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวโอกินาว่าก็อย่าลืมลองสังเกตชีซ่าตามสถานที่ต่าง ๆ ดูนะว่าเป็นอย่างที่บอกหรือเปล่า    UFABET เว็บตรง